สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ประกาศกำหนดการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ริบได้ตามกฎหมาย โดยในรายการครั้งนี้มีทรัพย์สินประเภทพระเครื่องรวมอยู่ด้วย กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2569 เหตุการณ์นี้เปิดประเด็นที่น่าสนใจในมิติความเชื่อและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
พระเครื่องในมุมมองความเชื่อไทย
ตามความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย พระเครื่องถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุพุทธานุภาพและบุญบารมีของพระสงฆ์ผู้ปลุกเสก ชาวบ้านนิยมบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล ป้องกันอันตราย และเสริมดวงชะตา พระเครื่องแต่ละองค์มักมีตำนานและเรื่องเล่าขานถึงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะพระเครื่องสมัยโบราณที่มีอายุนับร้อยปี
ในวงการพระเครื่อง มีความเชื่อว่าพระที่มีอานุภาพจะ "เลือกเจ้าของ" และจะอยู่กับผู้ที่มีบุญบารมีเหมาะสม บางครั้งพระเครื่องที่ตกเป็นของกลางคดีหรือถูกยึดตามกฎหมาย ก็มีเรื่องเล่าว่าอาจหมดพลังความศักดิ์สิทธิ์ไป เพราะขาดการบูชาอย่างสม่ำเสมอ หรือผ่านกระบวนการที่ไม่เป็นมงคล
หลักธรรมกับการยึดติดในวัตถุ
อย่างไรก็ตาม หลักพระพุทธศาสนาที่แท้จริงสอนว่า พระพุทธรูปและพระเครื่องเป็นเพียงสัญลักษณ์เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ไม่ใช่ตัวมนต์ขลังที่มีอำนาจวิเศษในตัวเอง การบูชาพระที่ถูกต้องควรเน้นที่การปฏิบัติธรรม รักษาศีล และทำความดี มากกว่าการหวังพึ่งพาอำนาจเหนือธรรมชาติ
พระสงฆ์หลายรูปเคยแสดงธรรมว่า บุญกุศลที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่จิตใจของผู้บูชา การนำพระเครื่องมาขายทอดตลาดตามกระบวนการยุติธรรมจึงไม่ใช่เรื่องผิดศาสนา เพราะเป็นเพียงการจัดการทรัพย์สินตามกฎหมาย ในขณะที่พุทธานุสสติที่แท้จริงยังคงอยู่ในใจของผู้ศรัทธา
ภูมิปัญญาในการเลือกบูชาพระ
สำหรับผู้ที่สนใจร่วมประมูลพระเครื่องจากการขายทอดตลาดครั้งนี้ ตามความเชื่อแล้ว สิ่งสำคัญคือจิตใจของผู้บูชา ควรมีจิตศรัทธา ไม่เห็นแก่กำไรหาประโยชน์ และตั้งใจบูชาด้วยความเคารพ ไม่ใช่มองเป็นเพียงสิ่งของหรือการลงทุน
ภูมิปัญญาโบราณสอนว่า การบูชาพระที่ดีควรมาจากศรัทธาและความบริสุทธิ์ใจ ไม่ว่าพระองค์นั้นจะมาจากที่ใด ผ่านเส้นทางใด หากผู้บูชามีจิตใจดีงาม รักษาศีล ทำบุญทำทาน พระเครื่องก็จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมะอยู่เสมอ
เรียบเรียงจากข่าวที่เผยแพร่สาธารณะ · ที่มา: thailandplus
